Grand News Asia Close

เกี่ยวกับท่าทีของกัมพูชาต่อการที่ไทยยังคงละเมิด อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา วันที่ 12 สิงหาคม 2569

ដោយ៖ Morm Sokun ​​ | ថ្ងៃព្រហស្បតិ៍ ទី១៣ ខែសីហា ឆ្នាំ២០២៦ ภาษาไทย ព័ត៌មានជាតិ អត្ថបទស្រាវជ្រាវ 1206
เกี่ยวกับท่าทีของกัมพูชาต่อการที่ไทยยังคงละเมิด อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา วันที่ 12 สิงหาคม 2569 เกี่ยวกับท่าทีของกัมพูชาต่อการที่ไทยยังคงละเมิด อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา วันที่ 12 สิงหาคม 2569

คำชี้แจงของทีมประชาสัมพันธ์กัมพูชา (Cambodia PR Team)
เกี่ยวกับท่าทีของกัมพูชาต่อการที่ไทยยังคงละเมิด อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา
วันที่ 12 สิงหาคม 2569


Q1: รัฐบาลกัมพูชากำลังดำเนินการอย่างไรผ่านช่องทาง ทางการทูต เพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา?

A: รัฐบาลกัมพูชาดำเนินมาตรการทางการทูตอย่างแข็งขันเพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน โดยกัมพูชายังคงยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการต่อการกระทำที่ถือเป็นการละเมิด พร้อมทั้งยืนยันจุดยืนของตนในประเด็นปัญหาเรื่องเขตแดน ในขณะเดียวกัน กัมพูชายังคงนำเสนอหลักฐานและข้อมูลแก่ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่แท้จริง อีกทั้งยังคงยึดถือหลักกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญา และความตกลงทวิภาคีที่มีอยู่ เป็นพื้นฐานในการปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของตน
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ กัมพูชาไม่ได้ต้องการให้ปัญหาชายแดนบานปลายไปสู่ความขัดแย้งทางอาวุธ ดังนั้น รัฐบาลจึงยังคงยึดมั่นในการเจรจาและการพูดคุยผ่านช่องทางทางการทูตเป็นวิธีสำคัญ เพื่อแสวงหาทางออกโดยสันติวิธี ให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ และเพื่อฟื้นฟูสันติภาพ เสถียรภาพ ตลอดจนความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสอง

Q2: การสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศมีความสำคัญเพียงใดในการแก้ไขปัญหาชายแดนกัมพูชา-ไทย?

A: การสนับสนุนจากประชาคมระหว่างประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยผลักดันให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาชายแดนโดยสันติวิธีและเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งในความเป็นจริง ประชาคมระหว่างประเทศ สื่อมวลชนระหว่างประเทศ และผู้รักสันติภาพทั่วโลก ต่างให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดต่อสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชามาโดยตลอดและยังคงติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
ความใส่ใจและการติดตามเหล่านี้อาจช่วยรับประกันได้ว่า สถานการณ์ที่แท้จริงจะได้รับการตรวจสอบจากนานาชาติและมีการหารือกันอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ตลอดจนช่วยส่งเสริมให้มีการแสวงหาแนวทางแก้ไขที่สอดคล้องกับกฎหมายและเคารพอธิปไตยของแต่ละประเทศด้วย

Q3: การดำเนินการ ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างทางทหารของไทยและขยายโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ ที่มีปัญหาข้อพิพาทชายแดน ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่?

A: การดำเนินการก่อสร้างทางทหารหรือการขยายโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ที่มีข้อพิพาทเรื่องเขตแดน อาจยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนและเพิ่มความตึงเครียดระหว่างทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการดำเนินการดังกล่าวโดยฝ่ายเดียว ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่ไว้วางใจและทำให้การหาทางออกเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น
ในกรณีที่ไทยก่อสร้างบังเกอร์ทางทหาร อาจถูกมองว่าเป็นการเสริมกำลังทางทหารในพื้นที่ที่มีข้อพิพาท ยังไม่สิ้นสุดอย่างชัดเจน ส่วนการขยายขอบเขตเครือข่ายไฟฟ้าหรือโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ที่ทำขึ้นโดยฝ่ายเดียวในพื้นที่ที่มีปัญหาชายแดน ก็อาจก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการสร้างการคงอยู่และการตอกย้ำการควบคุมในพื้นที่นั้นได้เช่นกัน การกระทำในลักษณะเช่นนี้ยังอาจส่งผลกระทบต่อการสร้างความไว้วางใจ และความพยายามในการลดความตึงเครียด ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี
ดังนั้น กัมพูชาจึงมีจุดยืนว่าประเด็นปัญหาเรื่องพรมแดนควรได้รับการแก้ไขผ่านการเจรจา การทูต และช่องทางทางกฎหมาย อีกทั้งทั้งสองฝ่ายควรหลีกเลี่ยงการดำเนินการโดยฝ่ายเดียวที่อาจก่อให้เกิดความตึงเครียดเพิ่มขึ้น และควรเปิดโอกาสให้คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยเขตแดน (JBC) ดำเนินการสำรวจและกำหนดแนวเขตแดนให้ชัดเจนเสียก่อน

អត្ថបទទាក់ទង