Grand News Asia Close

เกี่ยวกับการขับเคลื่อนการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อเดินหน้าการปักปันเขตแดนไทย–กัมพูชา ต่อไป วันที่ 29 กรกฎาคม 2569

ដោយ៖ Morm Sokun ​​ | ម្សិលមិញ ម៉ោង 18:17 pm ภาษาไทย ប្រកាសព័ត៌មាន ព័ត៌មានជាតិ អត្ថបទស្រាវជ្រាវ 1020

คำชี้แจงของทีมประชาสัมพันธ์กัมพูชา (Cambodia PR Team) 
เกี่ยวกับการขับเคลื่อนการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อเดินหน้าการปักปันเขตแดนไทย–กัมพูชา ต่อไป
วันที่ 29 กรกฎาคม 2569


Q1: กัมพูชาได้มีความพยายามอย่างไรบ้าง เพื่อให้การทำงานของ JBC กลับมาดำเนินต่อได้?

A: กัมพูชายังคงผลักดันการใช้กลไก JBC อย่างต่อเนื่องด้วยสันติวิธีและเป็นไปตามข้อตกลงที่มีอยู่ นับตั้งแต่การหยุดยิงครั้งที่ 2 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน ฝ่ายกัมพูชาได้เสนอให้ฝ่ายไทยจัดการประชุม JBC สมัยพิเศษจำนวน 9 ครั้ง และเสนอให้ส่งคณะทำงานเทคนิคร่วมสำรวจและรังวัดเขตแดน (JSTs) ลงปฏิบัติงานในพื้นที่จริง  ในขณะเดียวกัน กัมพูชายังได้แจ้งข้อมูลและจุดยืนต่อคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กระบวนการแก้ไขปัญหาชายแดนมีความโปร่งใส และตั้งอยู่บนกลไกที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกัน

Q2: อะไรคืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้การสำรวจและปักหลักเขตแดนร่วมกันไม่สามารถดำเนินต่อไปได้?

A: การสำรวจและปักปันเขตแดนร่วมกันต้องหยุดชะงักลงหลังเกิดสถานการณ์การสู้รบ และจากการที่ฝ่ายไทยเข้ายึดครองพื้นที่บางแห่งตามแนวชายแดนโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้คณะสำรวจร่วมไม่สามารถลงปฏิบัติงานภาคสนามได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดำเนินงานในพื้นที่หมู่บ้านโชคชัย หมู่บ้านเปรยจัน และแนวชายแดนระหว่างหลักเขตที่ 52 ถึง 59 ต้องถูกระงับ ดังนั้น กัมพูชาจึงเสนอให้มีการประชุม JBC ต่อเนื่อง และให้ JSTs ลงปฏิบัติงาน เพื่อให้การดำเนินงานด้านเทคนิคสามารถกลับมาเดินหน้าต่อได้

Q3: เหตุใดกัมพูชาจึงถือว่าการดำเนินงานของ JBC ต่อไปเป็นเรื่องสำคัญลำดับแรก?

A: กัมพูชาถือว่าการดำเนินงานของ JBC เป็นกลไกสำคัญและมีความสำคัญลำดับแรกในการแก้ไขปัญหาเขตแดน เนื่องจากเป็นกลไกทางเทคนิคสำหรับการแก้ไขปัญหาโดยสันติ และหลีกเลี่ยงการใช้กำลังทหาร ซึ่งไม่ใช่วิธีการในการแก้ไขปัญหาเขตแดน การสำรวจและปักหลักเขตแดนในพื้นที่จริงอย่างต่อเนื่องจะช่วยสร้างความชัดเจนให้กับเส้นเขตแดน และเอื้อต่อการสร้างความเชื่อมั่นและเสถียรภาพในระยะยาว เนื่องจากทั้งสองฝ่ายดำเนินการตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่กำหนดไว้ ที่สำคัญ ยังเป็นพื้นฐานสำคัญในการรับรองว่าประชาชนที่ได้รับผลกระทบจะสามารถเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาของตนได้อย่างปลอดภัย โดยไม่มีการขัดขวาง และด้วยศักดิ์ศรี

អត្ថបទទាក់ទង