กัมพูชาเข้มแข็งหลังปิดด่านชายแดน: แสดงให้โลกเห็นว่าชาวกัมพูชาสามารถยืนหยัดด้วยตนเองได้
โดย: คุณตา
หลังจากการปิดด่านชายแดนกับไทยเป็นเวลาเกือบหนึ่งปี กัมพูชาได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการยืนหยัดด้วยตนเอง และเสริมสร้างเอกราชทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคง สถานการณ์นี้ทำให้ประชาชนชาวกัมพูชาจำนวนมากตระหนักว่า กัมพูชาไม่ได้เป็นเพียงฐานเศรษฐกิจของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นประเทศที่มีศักยภาพ สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตนเอง และมีทางเลือกด้านตลาดที่หลากหลายในการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา กัมพูชาสามารถปรับตัวได้เป็นอย่างดี ทั้งในด้านการค้า การเกษตร และการส่งออกไปยังตลาดอื่นนอกเหนือจากไทย ประชาชนและผู้ประกอบการชาวกัมพูชาหลายราย เริ่มค้นหาพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่ให้คุณค่าและความเคารพต่อผู้บริโภคชาวกัมพูชา แทนการพึ่งพาตลาดเพียงแห่งเดียว สิ่งนี้เป็นสัญญาณว่ากัมพูชากำลังมี “ลมหายใจทางเศรษฐกิจ” ของตนเอง และสามารถเติบโตต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้แรงกดดันจากใคร
ในทางตรงกันข้าม มีการกล่าวว่า ฝ่ายไทยกำลังเผชิญกับความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมาก เนื่องจากขาดแคลนแรงงานชาวกัมพูชา และสูญเสียตลาดสำหรับสินค้าของตน ภาคอุตสาหกรรมและการค้าบางส่วนของไทย ถูกระบุว่าได้รับผลกระทบหลังจากการปิดด่านชายแดนฝ่ายเดียวกับกัมพูชา
ในฐานะเจ้าของแผ่นดิน ประชาชนชาวกัมพูชาหลายคนกำลังตั้งคำถามว่า กัมพูชาควรเปิดด่านให้ฝ่ายไทยกลับเข้ามาทำธุรกิจในแผ่นดินกัมพูชาอีกหรือไม่ หรือควรเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของตนให้มั่นคงยิ่งขึ้นต่อไป บางความคิดเห็นมองว่า ก่อนจะมีการพูดคุยเรื่องการเปิดด่านอีกครั้ง ฝ่ายไทยควรถอนกำลังทหาร ลวดหนาม และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เข้ามาในดินแดนกัมพูชาออกไปก่อน ภายใต้การตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดความถูกต้องและโปร่งใส
ยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดของกัมพูชาในเวลานี้ คือ “ใช้ความสงบนิ่งควบคุมความวุ่นวาย และใช้กฎหมายเป็นเกราะป้องกัน” กัมพูชาต้องตระหนักว่า ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันมากกว่ากัมพูชา ทั้งในด้านเศรษฐกิจภายในประเทศและภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ ดังนั้น กัมพูชาควรใช้ความอดทน สติปัญญา และกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นพื้นฐานในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ โดยไม่ตกอยู่ในกับดักของการยั่วยุหรือวาทกรรมสุดโต่ง
ในเกมการทูตกับไทย กัมพูชาสามารถยิ้มให้ จับมือได้ แต่เท้าทั้งสองข้างต้องยืนมั่นอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายและแผนที่อย่างเด็ดขาด ไม่ปล่อยให้ทัศนคติส่วนบุคคลของนักพูดฝ่ายไทย มาหลอกลวงหรือบิดเบือนจิตสำนึกในการปกป้องชาติและแผ่นดินของชาวกัมพูชา การรักษาจุดยืนที่มั่นคง แต่สง่างามและสันติ คือแนวทางที่จะทำให้กัมพูชาได้รับการสนับสนุนจากประชาคมโลก และสามารถรักษาผลประโยชน์ของชาติได้ในระยะยาว
ขณะเดียวกัน กัมพูชาก็ควรเปิดประตูต้อนรับการเจรจา แต่ต้อง “ล็อกไทยให้อยู่ในกรอบการเจรจาอย่างเป็นทางการ” ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายและเอกสารอ้างอิงที่กัมพูชามีความได้เปรียบ เพื่อยุติปัญหาเขตแดนและพื้นที่ทับซ้อน (OCA) อย่างยุติธรรม โปร่งใส และสันติอย่างแท้จริง สำหรับประชาชนของทั้งสองประเทศ
พร้อมกันนี้ ยังมีความคิดเห็นจำนวนมากที่มองว่า กัมพูชาควรเดินหน้าปิดกั้นสินค้าจากไทยไม่ให้เข้าสู่ตลาดกัมพูชาต่อไปอย่างเด็ดขาดในทุกรูปแบบ เพื่อเป็นการตอบโต้กลุ่มชาตินิยมสุดโต่งของไทย ที่มักดูหมิ่นและดูแคลนกัมพูชา การลดการพึ่งพาสินค้าไทย ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงออกถึงจิตสำนึกแห่งชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมสินค้าในประเทศ และขยายตลาดไปยังประเทศอื่น ๆ ที่ให้ความเคารพและเห็นคุณค่าของประชาชนกัมพูชา
สถานการณ์นี้ทำให้ประชาชนชาวกัมพูชามองเห็นชัดเจนมากขึ้นว่า การเสริมสร้างศักยภาพของตนเอง และการมีตลาดที่หลากหลาย คือกุญแจสำคัญสำหรับอนาคตทางเศรษฐกิจของกัมพูชา กัมพูชาต้องการการพัฒนาที่เป็นอิสระ มีศักดิ์ศรี และยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ…!





