เกี่ยวกับกลไกของรัฐบาลกัมพูชาในการ จัดการประเด็นปัญหาชายแดนกัมพูชา-ไทย วันที่ 6 สิงหาคม 2569
คำชี้แจงของทีมประชาสัมพันธ์กัมพูชา (Cambodia PR Team)
เกี่ยวกับกลไกของรัฐบาลกัมพูชาในการ จัดการประเด็นปัญหาชายแดนกัมพูชา-ไทย
วันที่ 6 สิงหาคม 2569
Q1: ทำไม กัมพูชาจึงเรียกร้องให้ฝ่ายไทยกลับมาดำเนินงานของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) อย่างต่อเนื่อง?
A: กัมพูชาได้เรียกร้องให้ฝ่ายไทยดำเนินการตามกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ต่อไปอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก JBC เป็นกลไกทวิภาคีที่มีอยู่แล้วและมีความสำคัญในการแก้ไขปัญหาเขตแดนด้วยสันติวิธี ผ่านกระบวนการทางวิชาการและกฎหมาย การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องของ JBC จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถตรวจสอบและแก้ไขปัญหาในทางปฏิบัติบริเวณแนวชายแดนได้ โดยอาศัยสนธิสัญญา ข้อตกลง และกฎหมายระหว่างประเทศที่มีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเริ่มกระบวนการสำรวจและกำหนดแนวเขตแดนโดยเร็วจะช่วยสร้างเงื่อนไขที่จำเป็นในการแก้ไขสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน และช่วยให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับคืนสู่บ้านเรือนของตนได้อย่างปลอดภัย โดยไม่มีการขัดขวาง และสมศักดิ์ศรี
Q2: ความสัมพันธ์ทางการทูตของกัมพูชากับมาเลเซียและประเทศเป็นมิตรอื่นๆ มีบทบาทอย่างไรในการแก้ไขปัญหาชายแดนระหว่างกัมพูชากับไทย?
A: การทูตมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการแสวงหาทางออกอย่างสันติและการระดมการสนับสนุนจากประเทศมิตรและประชาคมระหว่างประเทศ
ในระหว่างการหารือกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ผู้แทนระดับสูงด้านการทูตของกัมพูชาได้ยืนยันจุดยืนของประเทศในการแก้ไขปัญหาชายแดนผ่านการเจรจา กฎหมายระหว่างประเทศ ตลอดจนสนธิสัญญาและข้อตกลงที่มีอยู่เดิม ความพยายามนี้แสดงให้เห็นว่ากัมพูชากำลังใช้ทั้งกลไกทวิภาคีและการทูตในระดับภูมิภาคและ ระดับนานาชาติ เพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขที่รับประกันสันติภาพอันยั่งยืนบริเวณชายแดนระหว่างทั้งสองประเทศ
Q3: การลงพื้นที่ตรวจสอบโดยคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) และฝ่ายต่างๆในระดับนานาชาติบริเวณพื้นที่ชายแดน สามารถช่วยให้ประชาคมระหว่างประเทศเข้าใจเรื่องใดบ้างเกี่ยวกับสถานการณ์ในกัมพูชา?
A: การลงพื้นที่ตรวจสอบโดย AOT คณะนักการทูต ผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศ และผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ช่วยให้พวกเขาได้เห็นสถานการณ์ที่แท้จริงตามบริเวณพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่มีต่อประชาชนในท้องถิ่น และการขัดขวาง ไม่ให้ผู้อพยพหนีภัยสงคราม บางส่วนสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาของตนเองได้
การลงพื้นที่สังเกตการณ์และตรวจสอบในสถานที่จริง ยังช่วยให้ประชาคมระหว่างประเทศได้รับข้อมูลจากสถานการณ์ที่แท้จริง โดยไม่ได้อิงอยู่แค่เพียงข้อมูลจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน การเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบพื้นที่ชายแดนยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชาในการร่วมมือและการใช้กลไกในระดับภูมิภาคและระดับระหว่างประเทศ เพื่อช่วยหาทางออกอย่างสันติวิธีตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ






