เกี่ยวกับข้อกล่าวหาของฝ่ายไทยในประเด็นชายแดนกัมพูชา–ไทย วันที่ 16 กันยายน 2569
คำชี้แจงของทีมประชาสัมพันธ์กัมพูชา (Cambodia PR Team)
เกี่ยวกับข้อกล่าวหาของฝ่ายไทยในประเด็นชายแดนกัมพูชา–ไทย
วันที่ 16 กันยายน 2569
Q1: กัมพูชาได้ใช้โบราณสถานเป็นฐานที่มั่นทางทหารตามที่ฝ่ายไทยกล่าวหาหรือไม่?
A: กัมพูชายืนยันอย่างชัดเจนว่า สถานที่มรดกทางวัฒนธรรมทุกแห่งในกัมพูชาไม่ใช่ฐานที่มั่นทางทหาร และไม่ได้ถูกใช้เป็นที่ตั้งทางทหารแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กัมพูชายึดมั่นในการปกป้องและอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม โดยสอดคล้องกับอนุสัญญา 2497 และอนุสัญญา 2515 ของ UNESCO ปราสาทพระวิหารและสถานที่มรดกทางวัฒนธรรมอื่น ๆ ถูกใช้เพื่อการอนุรักษ์ การวิจัย การศึกษา ศาสนา และการท่องเที่ยว ซึ่งสอดคล้องกับพันธกรณีของกัมพูชาในการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม
Q2: ปราสาทพระวิหารและสถานที่มรดกทางวัฒนธรรมบางแห่งของกัมพูชาซึ่งตั้งอยู่ในดินแดนภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา ได้รับผลกระทบอย่างไรจากการกระทำของไทย?
A: ตามการยืนยันของกระทรวงวัฒนธรรมและศิลปากรกัมพูชา ปราสาทพระวิหารและสถานที่มรดกทางวัฒนธรรมอีกหลายแห่งได้รับความเสียหายและถูกทำลายจากการกระทำที่ก้าวร้าวของกองทัพไทย สำหรับปราสาทพระวิหาร การยิงโจมตีจากกองทัพไทยในเดือนกรกฎาคมและเดือนธันวาคม 2568 ได้ทำลายพื้นที่จำนวน 562 จุด และทำให้ชิ้นส่วนหินของปราสาทแตกเสียหายมากกว่า 70,000 ชิ้น อีกทั้งยังทำลายผลสำเร็จจากการบูรณะปราสาทที่ดำเนินมานานกว่า 10 ปี รวมถึงส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ ความเสียหายดังกล่าวได้รับการตรวจสอบ ประเมิน รวบรวมจัดทำเป็นเอกสาร และตรวจพิสูจน์โดยผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและต่างประเทศ
Q3: กัมพูชามีจุดยืนและข้อเรียกร้องอย่างไรต่อการกระทำของไทยในพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมของกัมพูชา?
A: กัมพูชาคัดค้านอย่างเด็ดขาดและยังคงประณามการกระทำฝ่ายเดียวของไทยในพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรมของกัมพูชา พร้อมเรียกร้องให้ไทยถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรม ส่งคืนโบราณวัตถุที่นำออกไปจากปราสาทขนาร์ให้แก่กัมพูชา และเคารพกฎหมาย สนธิสัญญา และอนุสัญญาระหว่างประเทศ ฝ่ายไทยต้องยุติการใช้กำลังและการกระทำที่ก่อให้เกิดการสร้างสภาพความเป็นจริงในพื้นที่ และหันมาแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ โดยเฉพาะ กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมกัมพูชา–ไทย (JBC)





