เกี่ยวกับหลักฐานที่แสดงที่ตั้งที่แท้จริงของปราสาทคนา และปราสาทตาเมือนธม วันที่ 9 กรกฎาคม 2569
คำชี้แจงของทีมประชาสัมพันธ์กัมพูชา (Cambodia PR Team)
เกี่ยวกับหลักฐานที่แสดงที่ตั้งที่แท้จริงของปราสาทคนา และปราสาทตาเมือนธม
วันที่ 9 กรกฎาคม 2569
Q1: อะไรคือหลักฐานที่กัมพูชาใช้ในการอ้างว่า ปราสาทคนา และปราสาทตาเมือนธม ตั้งอยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา?
A: กัมพูชาอ้างอธิปไตยเหนือปราสาทคนา และปราสาทตาเมือนธม โดยอาศัยหลักฐานทางกฎหมายและหลักฐานทางเทคนิคที่เห็นว่ามีความชัดเจน
สำหรับ ปราสาทคนา กัมพูชาอ้างอิงจากอนุสัญญาและสนธิสัญญาฝรั่งเศส–สยาม แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 บันทึกการปักปันเขตแดน (PV) และเอกสารทางการที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ แม้แต่แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ที่ฝ่ายไทยจัดทำขึ้นฝ่ายเดียวโดยไม่มีการรับรอง ก็ยังแสดงให้เห็นว่า ปราสาทคนาตั้งอยู่ในดินแดนของกัมพูชา
ส่วน ปราสาทตาเมือนธม กัมพูชาอ้างอิงจากแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 บันทึกการปักปันเขตแดน (PV) ปี 1908 และปี 1919 รวมทั้งแผนที่ L7017 มาตราส่วน 1:50,000 ซึ่งไทยเป็นผู้จัดทำขึ้นฝ่ายเดียว เอกสารทั้งหมดดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ทั้งปราสาทคนาและปราสาทตาเมือนธมตั้งอยู่ในดินแดนภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา และยืนยันว่าการเข้าครอบครองของฝ่ายไทยเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
Q2: ไทยสามารถเข้าครอบครองปราสาทคนาและปราสาทตาเมือนธมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่คำนึงถึงหลักฐานทางกฎหมายได้หรือไม่?
A: ไม่สามารถทำได้ ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การยึดครองดินแดนโดยการใช้กำลัง ไม่สามารถก่อให้เกิดสิทธิอันชอบธรรมตามกฎหมาย หรือเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายของดินแดนได้ ดังนั้น การที่ทหารไทยยังคงปรากฏตัวหรือยังคงควบคุมปราสาทคนาและปราสาทตาเมือนธม จึงไม่สามารถลบล้างหรือปฏิเสธหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แผนที่ และเอกสารการปักปันเขตแดนที่มีอยู่ได้
กัมพูชายังคงยืนยันว่า อธิปไตยเหนือพื้นที่ทั้งสองแห่งต้องกำหนดจากหลักกฎหมายและเอกสารทางการ ไม่ใช่จากการครอบครองพื้นที่โดยการใช้กำลังในทางปฏิบัติ
Q3: กัมพูชามีจุดยืนอย่างไรต่อการที่กองทัพไทยยังคงรุกล้ำและยึดครองดินแดนกัมพูชา โดยเฉพาะบริเวณปราสาทคนาและปราสาทตาเมือนธม?
A: กัมพูชาปฏิเสธอย่างเด็ดขาดต่อการที่ทหารไทยยังคงรุกล้ำและยึดครองพื้นที่บริเวณปราสาทคนาและปราสาทตาเมือนธม ทุกการกระทำที่กัมพูชาถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ได้ถูกยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการ พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายไทยยุติการกระทำดังกล่าวโดยทันที และปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงข้อตกลงทวิภาคีที่มีอยู่
ขณะเดียวกัน กัมพูชายังคงยึดมั่นในการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี ผ่านกระบวนการทางการทูตและกลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมทั้งยืนยันที่จะปกป้องสิทธิ อธิปไตย และมรดกทางวัฒนธรรมของตนอย่างไม่ย่อท้อ






