Grand News Asia Close

คำชี้แจงของทีมประชาสัมพันธ์กัมพูชา (Cambodia PR Team) เกี่ยวกับถ้อยแถลงของประธานวุฒิสภาไทย วันที่ 31 สิงหาคม 2569

ដោយ៖ Morm Sokun ​​ | ថ្ងៃអង្គារ ទី១ ខែកញ្ញា ឆ្នាំ២០២៦ ภาษาไทย ប្រកាសព័ត៌មាន ព័ត៌មានជាតិ អត្ថបទស្រាវជ្រាវ 1100
คำชี้แจงของทีมประชาสัมพันธ์กัมพูชา (Cambodia PR Team) เกี่ยวกับถ้อยแถลงของประธานวุฒิสภาไทย วันที่ 31 สิงหาคม 2569 คำชี้แจงของทีมประชาสัมพันธ์กัมพูชา (Cambodia PR Team) เกี่ยวกับถ้อยแถลงของประธานวุฒิสภาไทย วันที่ 31 สิงหาคม 2569

คำชี้แจงของทีมประชาสัมพันธ์กัมพูชา (Cambodia PR Team) เกี่ยวกับถ้อยแถลงของประธานวุฒิสภาไทย
วันที่ 31 สิงหาคม 2569


Q1: ประเทศไทยสามารถใช้ข้อตกลงหยุดยิงเป็นพื้นฐานในการสร้างสิทธิเหนือดินแดนใหม่ หรือเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การควบคุมทางทหารอย่างผิดกฎหมายในพื้นที่พิพาทได้หรือไม่?

A: ไม่สามารถเป็นเช่นนั้นได้! ข้อตกลงหยุดยิงมีวัตถุประสงค์เพื่อยุติการสู้รบและการใช้อาวุธเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าเป็นการกำหนดว่าแต่ละฝ่ายจะต้องวางกำลังอยู่ที่ใด หรือเส้นเขตแดนจะอยู่ ณ จุดที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยืนอยู่ในขณะนั้น ด้วยเหตุนี้ ในข้อตกลงหยุดยิงฉบับเดียวกัน โดยเฉพาะในข้อ 3 จึงระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะไม่กระทบต่อเส้นเขตแดนระหว่างประเทศของทั้งสองประเทศ และทั้งสองฝ่ายยังได้เห็นพ้องกันให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ดำเนินการสำรวจและจัดทำเขตแดนต่อไป นี่คือประเด็นสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องปฏิบัติตาม
ดังนั้น ประเทศไทยจึงไม่อาจยึดถือเพียงจุดเดียวเป็นเกณฑ์ในการสถาปนาสิทธิเหนือดินแดนใหม่หรือสร้างความชอบธรรมให้แก่การเข้ายึดครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย โดยละเลยปัจจัยอื่น ๆ ไปได้ ประเด็นเรื่องอธิปไตยและพรมแดนจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขผ่านสนธิสัญญา ข้อตกลง กฎหมายระหว่างประเทศ และกลไกการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี

Q2: กัมพูชามีเจตนาที่แท้จริงที่จะยกระดับข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาให้กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศตามที่ไทยกล่าวหาหรือไม่?

A: ไม่ใช่ กัมพูชาไม่มีเจตนาที่จะเปลี่ยนข้อพิพาททวิภาคีให้กลายเป็นประเด็นระหว่างประเทศ การใช้กลไกระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศอย่างมีความรับผิดชอบถือเป็นหนทางหนึ่งในการช่วยลดความตึงเครียด สร้างความชัดเจน และแสวงหาทางออกอย่างสันติและถูกต้องตามกฎหมาย

ดังนั้น หากประเทศไทยไม่ต้องการให้ประชาคมระหว่างประเทศเข้ามาให้ความสนใจ การแก้ไขปัญหาควรเริ่มต้นจากการฟื้นฟูและเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา และแก้ไขปัญหาที่ยังคงค้างอยู่ด้วยสันติวิธี ผ่านกลไกที่มีอยู่ โดยเฉพาะการเร่งดำเนินการตามข้อ 3 ของแถลงการณ์ร่วมลงวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ให้เร็วที่สุด ตามที่ฝ่ายกัมพูชาได้เสนอมาโดยตลอด

Q3: กัมพูชามีจุดยืนอย่างไรต่อข้อกล่าวอ้างของฝ่ายไทยที่ว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายยิงก่อน และการกระทำของไทยอยู่ภายใต้กรอบสิทธิในการป้องกันตนเอง

A: นี่เป็นเพียงข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียวของฝ่ายไทยเท่านั้น แต่ไม่ใช่ความจริง และไม่สมเหตุสมผลด้วย เพียงพิจารณาภูมิหลังของเหตุการณ์เพียงเล็กน้อย ก็สามารถเข้าใจได้แล้วว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อน กัมพูชาเป็นประเทศเล็กและเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากการละเมิดที่ทุกคนสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนโดยไม่อาจบิดเบือนได้ ในฐานะผู้ได้รับผลกระทบ สนับสนุนการทำงานของผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) มาตลอดเพื่อค้นหาความจริง แต่ฝ่ายไทยต่างหากที่มักไม่ให้ความร่วมมือ และมักกล่าวหากัมพูชามาตลอด การพิจารณาว่าฝ่ายใดเป็นผู้เริ่มใช้กำลังก่อน และการกระทำใดอยู่ภายใต้กรอบสิทธิในการป้องกันตนเองหรือไม่นั้น ควรพิจารณาจากข้อเท็จจริงและหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ ไม่ใช่อาศัยเพียงคำกล่าวอ้างของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

Q4: กัมพูชามีความเห็นอย่างไรต่อการที่ไทยนำเหตุผลด้านความมั่นคงและการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติมาเชื่อมโยงกับการดำเนินการทางทหารและการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ตามแนวชายแดน?

A: กัมพูชาเห็นว่าการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติเป็นสิ่งจำเป็น และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ไม่สามารถนำเหตุผลเรื่องการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติมาใช้เป็นเหตุผลในการใช้กำลัง หรือละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของอีกรัฐหนึ่งได้ ความร่วมมือด้านความมั่นคงต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่ควรนำไปสู่การสร้างสถานการณ์ใหม่ในพื้นที่เพื่อยึดครองดินแดนของอีกประเทศหนึ่งแต่อย่างใด

អត្ថបទទាក់ទង